สงขลาทูเดย์,songkhlatoday.com,ข่าวหาดใหญ่-สงขลา-ทั่วใต้

ชัดทุกข่าว-เข้าถึงทุกที่-เวทีชุมชน

  • 20ปีโฟกัส

ข่าวหาดใหญ่ - สงขลา

ความรักและสงคราม!
กับตำนาน "ร้านบรรณกร" สงขลา

by Focus Team @09-10-2560 10.03 ( IP : 110...254 ) | Tags : ข่าวหาดใหญ่ - สงขลา
  • photo  , 720x480 pixel , 160,158 bytes.
  • photo  , 875x540 pixel , 350,042 bytes.
  • photo  , 960x720 pixel , 97,018 bytes.
  • photo  , 456x785 pixel , 263,876 bytes.
  • photo  , 960x782 pixel , 74,191 bytes.
  • photo  , 637x785 pixel , 353,358 bytes.
  • photo  , 960x541 pixel , 65,666 bytes.

ความรักและสงคราม! กับตำนาน?ร้านบรรณกร?สงขลา

 

?ขณะที่ยังเรียนมัธยมที่โรงเรียนวรนารีเฉลิม ได้นั่งรถลอลี(รถประจำทางจากในเมืองไปต่างตำบล)ไปงานเดือนสิบที่วัดเกาะถ้ำกับญาติและเพื่อนๆ ชายคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาถ่ายรูปด้วย โดยไม่ได้คุยอะไร? ป้าสุมณฑา อินทวงศ์ เผยจุดเริ่มต้นชีวิตคู่ อันเป็นที่มาของ ?บรรณกร? ด้วย และว่า ชายคนดังกล่าวคือ นายเกยูร อินทวงศ์ ซึ่ง 7 ปีต่อมาได้แต่งงานกัน โดยหลังจากวันนั้น เขาพยายามแวะเวียนมาหาที่บ้านนครใน กระทั่งวันหนึ่งมี ?แม่สื่อแม่ชัก? ทำให้เราได้คุยกันครั้งแรก จึงได้รู้ว่า เขาเป็นใคร ทำอะไรอยู่ เป็นคนขยันทำงาน ทำเรือขนส่งสินค้า  ต่อมา เขาก็ไปหาพ่อแม่ที่บ้าน พร้อมกับบอกเราว่า ?ไปทำร้านหนังสือกันไม่? จึงตกลงแต่งงานกัน และเปิดร้านจำหน่ายหนังสือเมื่อปี 2495 โดยก่อนเปิดร้านตนซึ่งสนิทกับ ?พระมหาเล็ก? แห่งวัดยางทอง ซึ่งโรงเรียนกลับเพชร ที่เรียนชั้นประถมอยู่ในวัด จึงชวนกันไปให้พระตั้งชื่อร้านให้ ท่านจึงตั้งชื่อ ?บรรณกร? หมายถึง มือทำหนังสือ หรือทำกับมือ

เมื่อเปิดร้าน ตนจะเป็นทั้งคนขาย ทำการเงิน และรายการบัญชีทั้งหมดในร้าน ส่วนสามีช่วยงานที่ร้านด้วย และยังคงทำเรือขนส่งสินค้าไปด้วย เราเปิดเป็นร้านจำหน่ายหนังสือพิมพ์และอุปกรณ์การเรียนร้านแรกในบ่อยาง(เมืองสงขลา) โดยขายหนังสือหลากหลายสำนัก อาทิ พิมพ์ไทย, บางกอกไทมส์, ข่าวพาณิชย์, สยามรัฐ, เสียงอ่างทอง, ประชากรไทย รวมถึงนวนิยายไทย นวนิยายจีน เล่มละ 1 บาท ส่วนหนังสือพิมพ์เล่มละ 75 สตางค์ จะได้กำไร 30% ขณะนั้นใช้สตางค์แดง(เงินรู) และแบงค์ใบละบาท
ลูกค้าที่มาซื้อส่วนใหญ่เป็นข้าราชการเพื่อดูข่าวทั่วไป และเริ่มขายสมุด เครื่องเขียน มีลูกน้อง 5-6 คน ทั้งช่วยจัดหนังสือในร้านและส่งให้ลูกค้าประจำถึงบ้าน และสำนักงานราชการ ยุคนั้นที่ร้านขายดีมาก ลูกค้ามารอตั้งแต่ยังไม่เปิดร้าน

ด้วยภาวะตลาดหนังสือที่ดีมากในยุคนั้น รวมทั้งร้านเดิมคับแคบ อีกทั้งอยู่ใจกลางเมืองที่รถติดมาก ต่อมาปี 2530 จึงเปิดร้านหนังสือสาขาใหม่ บนถนนวิเชียรชม ซึ่งได้รับความนิยมมาก เพราะนอกจากจำหน่ายหนังสือพิมพ์ นิตยสารและวารสารต่างๆ แล้ว ยังเป็นร้านแรกที่มีพ็อกเกตบุ้คให้ลูกค้าเลือกซื้ออ่านได้มากมาย

?ขายหนังสือนี้ดี ได้กำไรเป็นความรู้?

ป้าสุมณฑา บอกว่า การเปิดร้านขายหนังสือ นอกจากจะได้กำไรเป็นปกติเช่นเดียวกับการขายสินค้าอื่นๆ แล้ว ยังได้อ่านหนังสือต่างๆ มากมายโดยไม่ต้องซื้อ โดยเฉพาะลูกๆ สำหรับตนชอบอ่านนวนิยาย บางกอกและเพลินจิตร

นายธีระพัฒน์ อินทวงศ์ หรือ ?พี่ใหญ่? ลูกชายคนโตของป้า เล่าว่า ดั้งเดิมพ่อเป็นคน อ.ปากพนังจ.นครศรีธรรมราช แต่ได้มาใช้ชีวิต จ.สงขลาประมาณ 5 เดือน ซึ่งไม่ได้ตั้งใจมาอยู่ที่นี่แค่ลองมาดูสิ่งแวดล้อม อาศัยอยู่กับอาจารย์ที่บ้านพักมหาดไทย บริเวณชายเขาหน้าวัดแหลมทราย สมัยนั้นชาวปากพนัง ซึ่งมีความยากลำบากจากการทำนา ได้อพยพมาอยู่ที่สงขลากันมาก โดยการนั่งเรือมากันเป็นกลุ่มพ่อก็มีเรือของตนเองจึงนำข้าว เกลือ มาขายทางสงขลา และเห็นว่าอยู่ที่สงขลาสบายกว่าปากพนังจึงตั้งหลักปักฐานที่สงขลา

?พ่อเห็นร้านขายหนังสืออยู่ร้านหนึ่ง แต่เขาไม่ได้ขายประจำ จึงสนใจขอเซ้งร้านต่อ และชวนแม่มาช่วยกันขายหนังสือ ตั้งแต่ปี 2495?

วันนี้ตลาดหนังสือซบเซามาก เราจึงตัดสินใจปิดร้าน ?บรรณกร? สาขาแรกตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป รวมระยะเวลาเปิดขายที่นี่กว่า 65 ปี เพื่อแบ่งเบา(ลด)ภาระค่าใช้จ่าย โดยยังเปิดบริการเป็นปกติที่ ?สาขาวิเชียรชม?

?แม่ปลูกฝังเสมอว่าให้อ่านและสนใจหนังสือ มีความซื่อสัตย์ กตัญญู อย่าลืมบุญคุณ? พี่ใหญ่วัย 60 ปี ซึ่งช่วยงานขายหนังสือพิมพ์มาตั้งแต่จบการศึกษาปริญญาตรี และเคยสอบรับราชการได้ แต่ก็ต้องมาช่วยกิจการที่ร้านบรรณกร ?เมื่อปิดร้านที่นี่แล้ว แม่ก็จะไปอยู่ที่ร้านสาขาวิเชียรชม ที่นั่นมีน้องชายดูแล? นายธีระพัฒน์ กล่าว


ญี่ปุ่นบุกสงขลา! ป้าสุมณฑา เล่าว่า เกิดที่บ้านถนนนครใน พ่อเป็นคนจีน และได้ไปเรียนหนังสือที่ประเทศจีน 9 ปี พูดได้ทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ มีอาชีพเป็น ?ล่าม? ส่วนแม่เป็นแม่บ้าน มีพี่น้อง 11 คน ป้าเป็นลูกคนโต

ช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2486) ป้าอายุ 10 ขวบ เรียนประถมที่โรงเรียนกลับเพชร มีทหารญี่ปุ่นถือปืนบริเวณบ้านที่ถนนนครใน ซึ่งถนนแคบขนาดเล็ก บ้านเรือนโบราณห่างๆ กัน มีไม่กี่หลัง ได้มีโอกาสพบกับ นายสุนทร ตามไท ผู้ว่าฯสงขลา ในขณะนั้น ท่านเมตตากับครอบครัวนำข้าวสารมาให้พ่อเดือนละ 1 กระสอบ  เนื่องจากข้าวปลาอาหารขาดแคลน หาซื้อยากบวกกับครอบครัวมีพี่น้องหลายคน ส่วนโรงสีหับ โห้ หิ้น ที่อยู่เยื้องกับบ้านตนก็สีข้าวตามปกติ แต่ก็ไม่เพียงพอกับความต้องการของคนในยุคนั้น

ช่วงนั้นใช้ชีวิตลำบากมาก ต้องคอยหนีระเบิด โชคดีที่คุณลุงทำงานไปรษณีย์ เมื่อมีข่าวที่จะโทรเลขมาลุงจะบอกให้ทุกคนหนีไปที่หลุมหลบภัย ที่แหลมสนอ่อน โดยต้องไปเรือแจว
ครั้งหนึ่งมีทหารญี่ปุ่นติดกระดาษแดงที่หน้าบ้าน เป็นสัญลักษณ์ว่าจะเข้ามาอยู่ในบ้าน แต่พ่อไม่ยอม จึงไปหาหัวหน้าของญี่ปุ่นด้วยตนเองและบอกว่า มีลูกหลายคนมาอยู่ด้วยไม่ได้หรอก ซึ่งปกติทหารญี่ปุ่นจะไปอยู่ในบ้านเรือนชาวบ้านด้วย

ระยะเวลาหลายปีกว่าจะผ่านช่วงสงครามป้าจำได้ว่า อยู่กันค่อนข้างลำบาก เมื่อสงครามสงบมีการประกาศ โดยทิ้งใบปลิวจำนวนมากลงมา ผู้คนต่างแห่ไปดูจำนวนมากด้วยความตื่นเต้น ดีใจ ?ตอนป้าเด็กๆ บ้านเรือนไม่มาก ที่ทำการมหาดไทยในยุคนั้นคือ พิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน ส่วนกำแพงเมืองเก่าก็ถูกทำลายไปมาก? ป้าสุมณฑา กล่าว และว่า
ดีใจที่วันนี้สงขลาได้มีการฟื้นฟูเรื่องเมืองเก่า มีการอนุรักษ์ แม้บ้านป้าจะขายไปนานแล้วก็ตาม

Relate topics

แสดงความคิดเห็น

กรุณาป้อน Username / Password ที่ท่านได้ลงทะเบียนไว้กับเว็บไซท์แห่งนี้ หรือ สมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซท์
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง