ข่าวหาดใหญ่-สงขลา-สงขลาทูเดย์,songkhlatoday.com

ข่าวหาดใหญ่-สงขลา-สงขลาทูเดย์

  • pdapda

สารคดี

สนใจมาร่วมกันรายงานข่าวกับทีมงานสงขลาทูเดย์ สามารถแจ้งข่าวมาได้ที่อีเมล์ songkhlatoday_focus@outlook.com

..แกะรอยเมืองเก่าบ้านคลองเปี๊ยะ อ.จะนะ

by Focus Team @30-07-2547 12.04 ( IP : 203...114 ) | Tags : สารคดี

จะนะ ปัจจุบันเป็นชื่ออำเภอๆ หนึ่งของจังหวัดสงขลาที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน นัยว่าจะปรากฏชื่อ เมืองจะนะ ในเอกสารทางประวัติศาสตร์มาก่อนที่จะปรากฏชื่อ เมืองสงขลา เสียอีก อำเภอจะนะในปัจจุบันประกอบด้วยตำบล 14 ตำบล ตำบลคลองเปี๊ยะนับเป็นตำบลหนึ่งที่มีความน่าสนใจหลายประการ เส้นทางเข้าสู่ตำบลคลองเปี๊ยะเป็นถนนชนบทสายเล็กๆ ลักษณะภูมิประเทศอุดมไปด้วยป่าเขา โดยเฉพาะทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ของอาณาเขตตำบล มีพื้นที่บางส่วนที่เป็นภูเขาและเทือกเขาซึ่งมีความลาดชันมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ เทือกเขาและภูเขาที่อยู่ในพื้นที่แห่งนี้ เช่น เขาเหรง ควนรองเภา เขาเหลี่ยม เขาจันดี เขาบ่อท่อ เป็นต้น ส่วนสภาพพื้นที่โดยทั่วไปมีที่ราบไม่มากเท่าใดนัก สำหรับในเขตพื้นที่ทางด้านทิศตะวันออกจะมีคลองนาทับซึ่งเป็นลำคลองขนาดกลางไหลผ่าน ซึ่งคลองนาทับนี้จะทำหน้าที่เป็นเส้นกั้นแนวเขตระหว่างตำบลด้วย ผมได้พยายามสืบถามคนเฒ่าคนแก่เพื่อที่จะค้นหาว่าที่มาของชื่อ คลองเปี๊ยะ นี้มีความเป็นมาอย่างไร สืบเสาะไปจนพบกับคุณลุงไสว แก้วจันทร์ ชาวบ้านในพื้นที่ คุณลุงกรุณาเล่าให้ฟังว่า ..ชื่อ คลองเปี๊ยะนี้ เดิมชาวบ้านเรียกกันว่า คลองเปรียะ คำว่า เปรียะ เป็นชื่อของพืชชนิดหนึ่งมีลักษณะคล้ายกับต้นเตย แต่มีใบเรียวยาวและมีขนาดเล็กกว่า ตามขอบใบจะมีหนามเล็ก ๆ ที่แหลมคม ต้นเปรียะเป็นพืชที่ชอบขึ้นตามริมน้ำ ซึ่งในอดีตจะพบเห็นต้นเปรียะขึ้นอยู่โดยทั่วไปในบริเวณลำคลองแต่ในปัจจุบันหาดูได้ยากเต็มที และด้วยเหตุนี้จึงได้มีการนำเอาชื่อของต้นเปรียะมาตั้งเป็นชื่อคลองรวมถึงได้ตั้งเป็นชื่อบ้านด้วย และนับแต่นั้นก็ได้เรียกขานสืบต่อกันมาว่า บ้านคลองเปรียะ และต่อมาก็ใช้ชื่อนี้เป็นชื่อเรียกตำบลด้วย.. ส่วนชื่อที่มีการสะกดและเรียกขานกันอย่างเป็นทางการว่า คลองเปี๊ยะ นั้น ลุงไสวเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ผมจึงได้แต่สันนิษฐานเอาเองว่าน่าจะเกิดจากการเพี้ยนเสียงจาก คลองเปรียะ มาเป็น คลองเปี๊ยะ เสียมากกว่าเหตุผลอื่น และก็ได้เรียกสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
นอกจากเรื่องที่มาของชื่อบ้าน ลุงไสวยังได้เล่าให้ฟังถึงการตั้งชุมชนในเขตตำบลนี้อีกว่า.. แรก ๆ ชาวบ้านจะเข้ามาตั้งบ้านเรือนกันในพื้นที่ระหว่างหมู่ที่ 10 หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 8 เนื่องจากมีสภาพพื้นที่เป็นควน(เนินเขาเตี้ยๆ) มีทั้งพื้นที่ป่าไม้และมีที่ราบที่สามารถทำนาได้ โดยเฉพาะมีสายน้ำคือคลองเปี๊ยะไหลผ่านที่ตั้งของชุมชนด้วย แต่หลังจากที่มีการก่อตั้งชุมชนได้ระยะหนึ่ง กล่าวกันว่าได้เกิดมีโรคห่าหรือโรคอหิวาตกโรคระบาด ผู้คนในชุมชนจึงได้พากันอพยพเคลื่อยย้ายถิ่นฐานกระจัดกระจายออกไปตั้งหลักแหล่งใหม่ในบริเวณพื้นที่ที่อยู่ข้างเคียง สาเหตุที่ทำให้เกิดมีโรคห่าระบาดขึ้นในหมู่บ้านนั้น ชาวบ้านในรุ่นพ่อรุ่นแม่ของลุงไสวเขามีความเชื่อกันว่า เป็นเพราะเจ้าที่แรงจึงได้เกิดเหตุเพทภัยขึ้นในหมู่บ้าน.. ว่ากันถึงกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านคลองเปี๊ยะในสมัยแรกเริ่มนั้นเป็นชาวไทยพุทธทั้งหมด แต่ในสมัยต่อมาได้มีชาวไทยมุสลิมอพยพเข้ามาอยู่อาศัยเพิ่มเติมเป็นระยะๆ และต่อมาจึงค่อยๆขยายตัวขึ้นจนเป็นชุมชนขนาดใหญ่ตามกาลเวลา สำหรับอาชีพดั้งเดิมของชาวบ้านที่นี่ก็คือการทำสวนผลไม้ไม่ว่าจะเป็นสะตอ ทุเรียน จำปะดะ และอื่นๆ แต่ในปัจจุบันชาวบ้านได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นการทำสวนยางมากขึ้น และบางส่วนก็ได้หันมายึดอาชีพเลี้ยงสัตว์ซึ่งจะมีทั้งที่เพื่อการจำหน่ายและเพื่อการบริโภคควบคู่กันไป ผมได้ฟังลุงไสวเล่าถึงเรื่องราวในอดีตมานานก็ได้ขออนุญาตท่านออกไปสำรวจพื้นที่โดยรอบ จากการเดินเท้าสำรวจภาคสนามประกอบกับการสืบถามข้อมูลต่างๆ ก็ได้พบหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่สำคัญว่า ในเขตพื้นที่ของตำบลคลองเปี๊ยะนี้มีร่องรอยของคูน้ำคันดินในลักษณะที่เป็นค่ายเมืองโบราณปรากฏอยู่ด้วย โดยเฉพาะเมื่อได้ยินว่าตรงบริเวณพื้นที่ๆปรากฏร่องรอยคูน้ำคันดินนี้ชาวบ้านได้เรียกกันว่า ในเมือง ด้วยแล้ว ยิ่งมีความน่าสนใจมากขึ้น
ผมได้สอบถามลุงพุด แก้วมณี ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ที่ปรากฏร่องรอยคูน้ำคันดินบริเวณบ้านในเมือง (หมู่ที่ 5 ) หลายต่อหลายเรื่องจนพอที่จะสรุปความได้ว่า ร่องรอยของคูน้ำคันดินนี้มีลักษณะเป็นเส้นตรง วางตัวในแนวทิศตะวันตกเฉียงใต้-ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ โดยปัจจุบันได้มีทางรถไฟสายใต้พาดผ่านบางส่วนของแนวคันดิน ระยะทางที่พบร่องรอยเมื่อครั้งอดีตนั้นมีความยาวประมาณ 1,000 เมตร โดยมีแนวคันดินด้านหนึ่งยาวไปจดสวนยางของชาวบ้าน และแนวคันดินอีกด้านหนึ่งยาวไปจดคลองเฉลียงพร้า เมื่อผมได้รับทราบข้อมูลเหล่านั้นมาผมก็ได้มาตรวจสอบกับแผนที่ทางทหาร ระวาง 5122 IV พิมพ์ครั้งที่ 2-RTSD ลำดับชุด L 7017 มาตราส่วน 1: 50,000 ที่ได้นำติดไปด้วยในทันที ผมพบว่าแนวคูน้ำคันดินที่ปรากฏนี้หากว่าเป็นค่ายเมืองจริงๆ ก็น่าจะเป็นลักษณะที่เจตนาสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นปราการด้านหนึ่งในการป้องกันอาณาเขตพื้นที่สำคัญที่อยู่ด้านใน โดยจะมีภูเขาและเทือกเขาซึ่งปรากฏในลักษณะเป็นปราการธรรมชาติโอบล้อมอยู่ในอีกด้านหนี่ง สำหรับพื้นที่ด้านในซึ่งอยู่ระหว่างแนวคูน้ำคันดินกับปราการภูเขาธรรมชาติ ได้แก่ บริเวณบ้านศาลาน้ำ บ้านชายนา บ้านช่องเขา และบ้านควนมีด ในปัจจุบัน ซึ่งบริเวณใจกลางของพื้นที่นี้ก็คือบริเวณที่เป็นที่ตั้งของบ้านคลองเปี๊ยะดั้งเดิมนั้นเอง! จากหลักฐานที่ปรากฏนี้หากจะนำมาผนวกกันเข้ากับคำบอกเล่าของลุงไสวเกี่ยวกับการตั้งชุมชนดั้งเดิมก็เห็นว่ามีความสอดคล้องกันอยู่หลายส่วนทีเดียว และโดยเฉพาะเมื่อมีชื่อที่เรียกขานกันว่า ในเมือง ด้วยแล้วยิ่งน่าจะมีความเป็นได้สูง เพราะเท่าที่ปรากฏหลักฐานพื้นที่ส่วนใหญ่ที่เรียกกันว่า ในเมือง เช่นนี้มักจะมีประวัติที่เกี่ยวเนื่องกับการตั้งชุมชนหรือเป็นเมืองโบราณมาแต่เมื่อครั้งอดีตแทบทั้งสิ้น เมื่อผมตรวจสอบแนวคูน้ำคันดินจากแผนที่เรียบร้อยก็ได้เดินสำรวจดูเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม เท่าที่ปรากฏพบว่าในปัจจุบันมีร่องรอยที่ปรากฏให้เห็นเป็นแนวยาวอยู่ประมาณ 40-50 เมตรเท่านั้นเอง นอกจากจะมีร่องรอยของคูน้ำคันดินแล้ว เท่าที่ผมได้เข้าไปสัมผัสคลุกคลีกับชาวบ้านในย่านนี้ ผมยังได้ทราบมาอีกว่า ชาวบ้านยังคงมีคติความเชื่อแบบดั้งเดิมสืบต่อมาในวิถีชีวิตอย่าง จนแม้ในปัจจุบันจึงยังพอที่จะพบเห็นภาพของการบูชาเคราะห์ บูชาเจ้าที่ ดูฤกษ์ดูยาม ไหว้ครูหมอโนรา ไหว้ครูหมอยา ได้ไม่ยากนักในพื้นที่แถบนี้ และก็ใช่จะมีแต่เพียงความเชื่อเท่านั้นที่น่าสนใจ แม้แต่วรรณกรรมมุขปาฐะประเภทเพลงชาน้องหรือเพลงร้องเรือที่ใช้เพื่อการกล่อมเด็ก ก็ยังมีคนเฒ่าคนแก่หลายต่อหลายท่านที่ยังร้องบทเพลงเหล่านี้ได้ และส่วนใหญ่ก็ยังจดจำได้คนละหลายๆ เพลงด้วย บทเพลงเหล่านี้เปรียบเสมือนสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของคนรุ่นปู่ย่าตายายที่ได้พยายามสอดแทรกเรื่องราวต่าง ๆ เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสั่งสอนจริยธรรม รวมไปถึงข้อคิดข้อปฏิบัติต่างๆ และหลายๆ บทเพลงยังได้แสดงให้เห็นถึงลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมในด้านต่างๆ อีกด้วย ผมมีตัวอย่างบทร้องเพลงกล่อมเด็กของชาวบ้านที่นี่มาฝาก อยากจะให้ได้ลองอ่านเนื้อหาดูสักเพลงว่ามีอะไรที่ซ่อนอยู่ในนั้นบ้าง เพลงร้องเรือเพลงนี้ชาวบ้านเขาเรียกกันสั้นๆ ว่า สีแก้วกำโพน มีเนื้อร้องว่าอย่างนี้..

..โยน โยน สีแก้วกำโพนโยนเล่นท่าวัง
ชักเชือกสายหนังตากฟ้าตากฝน อิเหร่สาละวน ชนช้างไก่เถื่อน
ไก่เถือนเหอมาเล่นเดือนยี่ เดือนสาม เดือนสี่ ดอกไม้เราพุม ดอกไม้เราบาน
บานไปไหน บานไปทำงาน ไม่ให้เรารู้ ไม่ให้เราเห็น เช้าเช้าเย็นเย็นขอหมากสักคำ ขอพลูสักใบ ใส่หัวเจ้าเย่ เจ้าเย่เหอมาเขหัวช้าง นกบินหลางเกาะช้างหัวผี นกอินทรีย์เกาะผีใต้ห้อง พระเลี้ยงนกอุวักอุแหว่ง เก็บผ้าชายพกห่อปรกชายแพร ใบจุแหลมาแลทองงู ทองงูเหออยู่ใต้ทะ อิสิละวะ น้ำผึ้งกับกล้วย ฝากไว้ด้วย อิสิละขวัก อิสิละหมอน โนราชุมพร ล่อนล่อนชมพู่ ชมพู่เหอ ชมพู่แตกครุด หมากสองครุด ครุดพร้าวสองช่อ ไก่ต้มล้มในหม้อ เจ้ายืดคอให้สอนขัน เจ้าไก่เล็กเจ้าพรมจันทร์ โสระนันกับยอดเคือง ไก่ตาเหลืองหักคอพ่อไป อีม(ยืม)ไตรคีบไรผม ไตรไม่คม ด่าพ่อช่างเหล็กด่าแม่ชักเหล็ก..

สังเกตุดูในเนื้อเพลงที่ยกมาพอเป็นตัวอย่างนี้ มีทั้งภาพของวิถีชีวิต วิถีวัฒนธรรมในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับกิจกรรมการเล่นของชาวบ้าน การกิน การเก็บผ้าชายพก การแสดงโนรา การใช้ไตร(กรรไกร)ตัดผม และอีกหลายต่อหลายอย่างที่สอดแทรกผสมผสานอยู่ในนั้น ก่อนจากลาบ้านคลองเปี๊ยะมาผมไม่ลืมที่จะบุกฝ่าเลาะริมคลองลงไปเก็บภาพของต้นเปรียะ ต้นไม้ซึ่งเป็นที่มาของนามสถานแห่งนี้ แต่กว่าจะเสาะหาพบก็พาให้นึกย้อนไปถึงคำพูดของลุงไสวบางประโยคและก็เห็นจะจริงอย่างที่ลุงว่า ..นับวันต้นเปรี๊ยะซึ่งเคยมีอยู่เป็นจำนวนมากจะหาดูได้ยากเต็มที และที่หลงเหลืออยู่นี้ก็ไม่รู้จะสูญหายลงวันใด.. ผมเก็บภาพต้นเปรียะด้วยความรู้สึกที่คล้ายๆ กับมีวี่แววของความกังวลอยู่ในที จนแทบจะไม่อยากครุ่นคิดถึงสิ่งใดๆ อีกในยามนี้ ฉะนั้น..ขอเวลาให้ผมได้ดิ่งจมไปกับความเงียบสักครู่นึง

ชาญณรงค์ เที่ยงธรรม e-mail : gibyotagar@hotmail.com

Comment #1
ยัง
Posted @09-12-2548 10.07 ip : 203...68

Comment #2
ยัง
Posted @09-12-2548 10.07 ip : 203...68

ยังไม่ได้อ่าน

Comment #3
เศียร แก้วทอง
Posted @21-11-2549 23.28 ip : 61...64

ข้อมูลพื้นที่ทั่วไปของตำบลควรเผยแพร่กิจกรรมโดยเฉพาะสหกรณ์ที่เป็นจุดเด่นมากๆเป็นตัวอย่างได้ทั่วประเทศและกลุ่มอาชีพสินค้าเช่นโอทอปควรสนับสนุนด้วยจะดียิ่ง

Comment #4
ยาวจัง(เลยขี้คร้านอ่
Posted @22-11-2550 14.40 ip : 203...92

Comment #5
เด็ก จะนะ ครับท่าน
Posted @05-01-2551 12.53 ip : 222...16

ไม่รู้สึกเสียใจเลย ที่เกิดเป็นชาวจะนะ จะนะเป็นเมื่องน่าอยู่ น่าเที่ยว จะนะคือเมื่องสองวัตณธรรม สอดค้ลอง เข้ากันได้ดี ชาวจะนะรักสงบมีความสามัคคี เอื้อเฟื่อ เผือแผ่ ซึ่งกันและกัน อาชีพของชาวจะนะคือ ทำประมงและเกษตรกรรม จึงอุดมสมบูรณ์กี่ยวกับอาหารการกิน จึงอยากขอเชิญทุกๆๆท่านทั่วประเทศ ลองมาสัมผัสเมื่องจะนะดูท่านจะภาคภูมิใจไม่รู้ลืมชัว....ว.......ว สวัสดีครับ..........

Comment #6
แฟนพี่เกลี้อม
Posted @02-02-2551 15.35 ip : 203...169

คัยเปิดอ่านขอให้เป็นแฟนพี่เกลี้อม บ้างทางควาย  (หล่ออย่างนี้เลย)

Comment #7
เรารักจะนะ
Posted @17-04-2551 02.42 ip : 213...59

ขอให้ชาวจะนะรู้จักรักสามัคคี อย่าเห็นแก่เงินเพื่อทำลายธรรมชาติ เงินใช้ไม่กี่วันก็หมด ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเราเก็บไว้ให้ลูกหลานต่อไป ช่วยกันปลูกต้นไม้คนละต้น จะนะจะใด้สดเขียวขจีตลอดไป จากคนจะนะที่อยู่แดนไกล