ข่าวหาดใหญ่-สงขลา-สงขลาทูเดย์,songkhlatoday.com

ข่าวหาดใหญ่-สงขลา-สงขลาทูเดย์

  • pdapda

ข่าวเด่นประจำวัน

สรุปข่าวและเหตุการณ์ ใต้รายวัน

by Focus Team @22-11-2548 14.24 ( IP : 210...205 ) | Tags : ข่าวเด่นประจำวัน
photo  , 220x175 pixel , 14,851 bytes.

โจรใต้เสี้ยมปมศาสนาอีก ยกกำลังลงจากเขาใช้อาวุธสงครามยิงถล่มฆ่าชาวบ้านธารโตดับ 2 ศพพร้อมเผาบ้านและรถยนต์หมู่บ้านคนไทยพุทธ แถมทิ้งใบปลิวอ้างแก้แค้นให้ชาวบ้านกะทอง ที่ถูกฆ่ายกครัว 9 ศพ ด้านหน่วยข่าวเตือนพบแผน "มะแซ อุเซ็ง" ส่งแกนนำและหน่วยจรยุทธ์เข้าพื้นที่ใต้แล้ว เล็งก่อเหตุช่วงวันที่ 20-30 พฤศจิกายน

เชื่อเหตุบึ้มโก-ลก 2 จุดเป็นงานประเดิมก่อนก่อเหตุใหญ่ซ้ำ ส่วนโครงการสร้างสันติสุขกระทรวงยุติธรรมชุดแรกไม่ฉลุยมีผู้ร่วมแค่ 10 คนจากเป้าที่ตั้งไว้ 30 แถมผู้เข้าร่วมแฉถูกนายอำเภอขู่ว่ามีชื่อในบัญชีดำทำให้จำใจเข้าร่วม

กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยังคงก่อเหตุร้ายเพื่อเสี้ยมให้เกิดความแตกแยกระหว่างคนสองศาสนาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลา 00.20 น. วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ต.อ.สิทธิพน ธรรมสถิตย์พร ผกก.สภ.อ.ธารโต จ.ยะลา ได้รับแจ้งว่า เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธสงครามบุกยิงและเผาบ้านเรือนในพื้นที่หมู่ 2 บ้านซอยปาลัส อ.ธารโต ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวไทยพุทธ 4-5 หลัง จึงได้นำกำลังเข้าไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ด้านหลังภูเขา ห่างจากถนนใหญ่สาย 410 ยะลา-เบตง เข้าไปประมาณ 4 กิโลเมตร พบมีบ้านถูกเพลิงไหม้ 2 หลังเสียหาย ส่วนบ้านไม่มีเลขที่พบศพนายบุญเจือ แสงภักดี อายุ 56 ปี ถูกยิงที่ไหล่ขวา ใกล้กันพบศพนางอารมณ์ นาพนัง ในสวนผลไม้ ถูกยิงที่ช่องท้อง ที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 ตกอยู่ 4 ปลอกพร้อมรอยเท้าคนร้ายอีกจำนวนมาก

นอกจากนี้คนร้ายยังได้เผารถกระบะมาสด้า ของนายสมศักดิ์ โลหะกิจ อายุ 42 ปี ซึ่งบ้านอยู่ใกล้กันเสียหายทั้งคัน โดยนายสมศักดิ์ ได้ใช้ปืนยิงตอบโต้คนร้าย ทั้งนี้คนร้ายได้ยิงเข้าไปในบ้านเลขที่ 171/1 หมู่ 2 ต.ธารโต ซึ่งเป็นของนายเสฐียร ศุภนาม กระสุนถูกเข้าที่หัวเข่า 1 นัด จากนั้นคนร้ายได้ระดมยิงอาวุธสงครามเข้าใส่บ้านไม่มีเลขที่ของนายอัมรินทร์ เพชรรัตน์ อายุ 37 ปี และลอบวางเพลิงเสียหายทั้งหลัง แต่เคราะห์ดีไม่มีผู้ใดบาดเจ็บ

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุเวลา 19.00-19.20 น. วันที่ 20 พฤศจิกายน ขณะที่ชาวบ้านทั้งหมดกำลังนั่งดูทีวีและพักผ่อนอยู่ภายในบ้าน ได้มีคนร้ายไม่ต่ำกว่า 10 คน แต่งชุดดำเดินลงมาจากภูเขาและกระจายกำลังบุกยิงและเผาบ้านเรือนชาวบ้าน หลังก่อเหตุก็ได้หลบหนีไปยังเส้นทางเดิม เบื้องต้นเชื่อว่าเป็นฝีมือกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่ต้องการข่มขู่หมู่บ้านชาวไทยพุทธที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล

ก่อนหน้านี้เคยเกิดเหตุลักษณะเดียวกันในพื้นที่ไม่ห่างกันนัก คือเมื่อเวลา 18.55 น. วันที่ 20 พฤศจิกายน คนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้ปืนเอ็ม 16 ยิงถล่มบ้านเลขที่ 134 หมู่ 4 ต.บ้านแหร อ.ธารโต จ.ยะลา เป็นเหตุให้นายสมใจ ขำเกิด อายุ 50 ปีผู้เป็นอาถูกยิงที่หน้าอกขวา 1 นัดเสียชีวิต และนายสุชาติ จันทรสกุล อายุ 22 ปี ซึ่งเป็นหลานถูกกระสุนที่ขาขวาบาดเจ็บ คนร้ายยังเผาบ้านหลังดังกล่าวแต่ชาวบ้านช่วยกันดับไฟไว้ทัน พร้อมโรยตะปูเรือใบในเส้นทางสี่แยกบ้านแหรเพื่อสกัดกั้นการติดตามของเจ้าหน้าที่ เบื้องต้นสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นฝีมือคนร้ายกลุ่มเดียวกันที่ปฏิบัติการซ้ำ ยิงและเผาบ้านชาวบ้านที่หมู่ 2 บ้านซอยปาลัสในวันถัดมา

นายบุณยสิทธิ์ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าฯ ยะลา เปิดเผยว่า หลังตรวจสอบที่เกิดเหตุได้พบใบปลิวภาษาไทยตกอยู่จำนวนหนึ่ง โดยมีข้อความว่า ต้องการแก้แค้นให้พี่น้องชาวมุสลิมบ้านกะทอง ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ที่ถูกสังหารทั้งครอบครัวรวม 9 ศพ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

"เชื่อว่าเป็นฝีมือกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่ต้องการสร้างความหวาดกลัวให้พี่น้องชาวไทยพุทธ เพื่อกดดันให้อพยพออกไปจากพื้นที่ จากการพูดคุยกับชาวบ้านพบว่า ทั้งหมดรู้สึกหวาดกลัวมาก ผมจึงสั่งการให้นายอำเภอธารโตวางมาตรการดูแลความปลอดภัยให้คนในหมู่บ้านนี้อย่างเข้มงวดแล้ว รวมทั้งกำชับให้ทุกฝ่ายเพิ่มมาตรการดูแลชุมชนชาวไทยพุทธเป็นพิเศษด้วย"" นายบุณยสิทธิ์ กล่าว

พบแผน "มะแซ อุเซ็ง" ป่วนใต้อีก

รายงานข่าวจากหน่วยข่าวกรองในพื้นที่สามจังหวัดได้แจ้งเตือนว่า ขณะนี้นายมะแซ อุเซ็ง เลขากลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต และเครือข่ายของนายเจ๊ะกูแม กูเต๊ะ หัวหน้ากลุ่มมูจาฮีดีนอิสลามปัตตานี ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยพร้อมกลุ่มผู้นำหน่วยในขบวนการจากพื้นที่สามจังหวัดที่ได้รับการจัดตั้งใหม่จากนายสะแปอิง บาซอ ประธานขบวนการบีอาร์เอ็นโคออร์ดิเนต แทนผู้นำหน่วยที่ถูกทางการจับตัวและเสียชีวิตจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ ผู้นำหน่วยแต่ละพื้นที่ได้เข้าพบบรรดาครูสอนศาสนาตามโรงเรียนสอนศาสนาในแต่ละพื้นที่ที่ตนรับผิดชอบ โดยได้เกณฑ์คน 5-20 คน ปฏิบัติการร่วมกลุ่มอาร์เคเค หรือหน่วยรบจรยุทธ์ขนาดเล็กที่มีกำลัง 5-6 คน วางแผนซุ่มโจมตีทำลายหน่วยราชการต่างๆ ลอบยิงครู ทหาร ตำรวจ รวมถึงการวางระเบิด และจะเลือกลงมือในที่ที่มีประชาชนพลุกพล่านเพื่อให้สื่อมวลชนนำเสนอข่าว และเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลโดยตรง กลุ่มอาร์เคเคจะได้รับเงินตอบแทนรายละ 8,000 บาท ในการลอบยิงเจ้าหน้าที่ ส่วนผลตอบแทนในการลอบวางระเบิดมีตั้งแต่ 1-5 หมื่นบาท ซึ่งการลอบวางระเบิดที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส 2 จุด เมื่อเช้าวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เชื่อว่าจุดเริ่มต้นของปฏิบัติการนี้

เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ขณะนี้บรรดาผู้นำหน่วยแต่ละพื้นที่ได้เร่งลงพื้นที่พบแกนนำในระดับตำบล หมู่บ้าน ที่เป็นโต๊ะครู อิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น และครูสอนศาสนา (อุสตาส) ที่ได้รับการจัดตั้งไว้แล้ว รวมทั้งมาพบแนวร่วมที่หลบหนีมาซ่อนตัวในแต่ละพื้นที่ด้วย

มีรายงานด้วยว่า สำหรับการเดินทางเข้ามาของกลุ่มแกนนำครั้งนี้จะแจ้งเจ้าหน้าที่ว่า เป็นการมาเพื่อปฏิบัติศาสนากิจตบตาเจ้าหน้าที่ และจะไปพบแกนนำหลัก หรือแนวร่วมตามบาไรเซาะ และ สุเหร่า ในช่วงกลางคืน โดยจะมีการประชุมความพร้อมด้านจิตใจ รวมถึงการใช้อาวุธขั้นต้นเพื่อรอจังหวะก่อเหตุระลอกใหม่ด้วย

ชาวบ้านกะทองยังเชื่อฝีมือจนท.รัฐ

ศูนย์ข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้เสนอรายงานเรื่อง "ปริศนา บ้านกะทอง ที่รัฐต้องหาคำตอบ" โดยรายงานว่า เหตุการณ์ฆ่ายกครัว 9 ศพที่หมู่บ้านกะทอง อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ชาวบ้านกะทองยังมีความเห็นที่แตกต่างจากคำแถลงของทางราชการคือ 1.นายสูเด็ง อาแวบือซา หัวหน้าครอบครัวที่เสียชีวิตนั้น เคยเป็นสมาชิกหรือเป็นแนวร่วมขบวนการก่อการร้ายจริงหรือไม่? คำตอบของญาติที่ใกล้ชิดต่างปฏิเสธหนักแน่นว่า ไม่เคยเป็น เว้นแต่จะมีชื่อในบัญชีดำของราชการ

2.นายสูเด็ง ให้ความร่วมมือแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับโจรก่อการร้าย จริงหรือไม่ ? คำตอบจากผู้นำท้องถิ่นและญาติใกล้ชิดต่างปฏิเสธว่า เขาไม่เคยอยู่ในฐานะผู้หลงผิดและเข้ามอบตัวและแจ้งข้อมูลใดๆ 3.ฐานะครอบครัวนายสูเด็ง เป็นอย่างไร? คำตอบคือ ค่อนข้างยากจน แต่ขยันทำมาหากิน โดยมีอาชีพกรีดยาง และทำนา นายสูเด็งส่งลูกเรียนหนังสือไทย โดยเฉพาะ น.ส.รีดา บุตรสาว ซึ่งเสียชีวิตด้วยกัน จบปริญญาตรีจากสถาบันแห่งหนึ่งใน จ.ยะลา และกำลังทำงานในองค์กรรัฐแห่งหนึ่ง ลูกคนอื่นๆ ก็กำลังศึกษาเช่นกัน

ส่วนความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 1.ก่อนเกิดเหตุ ชาวบ้านคนหนึ่งเปิดประตูบ้านเพื่อทำธุระได้เห็นกลุ่มคนจำนวนมากเข้าไปในหมู่บ้าน ลักษณะคล้ายเจ้าหน้าที่รัฐ พูดติดต่อกันด้วยวิทยุสื่อสาร จึงปิดประตูบ้าน อีกไม่กี่นาทีก็ได้ยินเสียงปืนและระเบิด 2.ชาวบ้านเล่าว่า พบร่องรอยบนพื้นดินที่เกิดเหตุ คล้ายของเจ้าหน้าที่รัฐ 3.หลังเกิดเหตุ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านแจ้งเหตุแก่ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งแจ้งต่อนายอำเภอในเวลา 02.00 น. แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไประงับเหตุหรือติดตามคนร้าย จนกระทั่งช่วงสายของวันรุ่งขึ้น (ฝ่ายเจ้าหน้าที่คงกลัวคนร้ายลอบทำร้าย) 4.วันรุ่งขึ้นได้มีชาวบ้านใกล้เคียงเข้าไปยังที่เกิดเหตุ พร้อมตำรวจและทหาร แต่ชาวบ้านเข้าไปยังบ้านที่เกิดเหตุได้เพราะถูกตำรวจปิดกั้น ซึ่งขัดแย้งกับการให้ข่าวของเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ที่อ้างว่า ถูกชาวบ้านขัดขวางมิให้เข้าไปยังที่เกิดเหตุ กว่าจะเข้าไปได้ก็เป็นเวลา11.00 น. แล้ว 5.ชาวบ้านให้ข้อมูลว่า พิธีศพผู้เสียชีวิตทั้ง 9 ราย ญาติมิได้อาบน้ำศพเหมือนศพทั่วไป เพราะเชื่อว่าถูกฆ่าตายโดยการต่อสู้จากการไม่ได้รับความเป็นธรรม ถือว่าเป็นการตายชาฮีต (โดยเพื่อพระผู้เป็นเจ้า) ซึ่งเป็นการตายที่ควรยกย่องสรรเสริญ ไม่ควรจะกล่าวในทางร้ายใดๆ

ศูนย์ข่าวอิสรารายงานด้วยว่า องค์กรสิทธิมนุษยชนมลายูปาตานี แถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์ http://www.pmhro.org/ ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน เรื่อง "เหตุการณ์สังหารชาวบ้านรำไม-บองอ นราธิวาส" โดยมีเนื้อหาโดยสรุปคือ เหตุรุนแรงต่อชาวบ้าน (ชาวมลายู) ที่เกิดขึ้นทุกวันแสดงให้เห็นว่า รัฐไทยไม่สามารถคุ้มครองความปลอดภัยแก่ชาวมลายูปาตานีได้ จึงขอเรียกร้องดังนี้ 1.ขอให้องค์การสหประชาชาติจัดตั้งคณะสืบสวนข้อเท็จจริงระหว่างประเทศขึ้น เพื่อสืบหาข้อเท็จจริงกรณีนี้ 2.ขอเรียกร้องให้องค์การประชุมมุสลิมโลก หรือโอไอซี เข้ามามีบทบาทเพื่อให้การคุ้มครองแก่ชาวมลายูปาตานี 3.ขอเรียกร้ององค์กรพัฒนาเอกชนทั้งหลายประณามผู้มีอำนาจของไทย

นอกจากนี้ยังเสนอข่าวหนังสือพิมพ์เบอริตา ฮาริยัน ของมาเลเซีย ฉบับวันที่ 20 พฤศจิกายน 2548 ตีพิมพ์คำให้สัมภาษณ์ของชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่อ้างว่า เดินทางมาจากบ้านกะทอง เพื่อเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยมีเนื้อหาโดยสรุปคือ สื่อไทยและมาเลเซียรายงานข่าวไม่ตรงตามความเป็นจริง ชายวัย 30 ปี ได้มาพบผู้สื่อข่าวพร้อมเพื่อนบ้านอีก 4 คน และเด็กอีกจำนวนหนึ่งได้เล่าเหตุการณ์ที่เขาอ้างว่าเกิดขึ้นจริงว่า "ผมตื่นขึ้นเวลาประมาณ 01.30 น. หลังจากได้ยินเสียงปืนและระเบิด ผมก็รีบกระโดดออกจากบ้านเพื่อหลบภัย" "ในขณะนั้น ผมเห็นผู้ชายใส่ชุดทหารถือปืนออโตเมติก ยืนอยู่หน้าบ้าน ขณะเดียวกันก็เห็นบ้านของเพื่อนบ้าน เสียหายจากแรงระเบิด หลังจากเหตุการณ์ ผมได้วิ่งหนีและเจ้าหน้าที่ได้ยิงปืนมาถูกที่ขาซ้ายของผม ผมวิ่งหนีห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 2 กิโลเมตร เพื่อเอาชีวิตรอด"

"พัลลภ "ชี้ ทบ.ซอยกำลังลงได้ผล

พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี รอง ผอ.กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ภาคใต้ว่า หลังนายกรัฐมนตรีได้มอบให้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. ไปรับผิดชอบในด้านปฏิบัติการ ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น การจับกุมคนร้าย 16 คน ที่ก่อเหตุในวัดพรหมประสิทธิ์ ส่วนหนึ่งได้ระบายความในใจออกมา แสดงว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ดีขึ้น ทั้งนี้การทำงานในลักษณะสงครามแบบนี้การปิดลับจะมีสูง ดังนั้นการจะเข้าหาตัวการใหญ่จึงเป็นไปได้ยาก เขาจะตัดตอนเป็นกลุ่มๆ ซึ่งเราจะจับกุมได้เป็นกลุ่ม กลุ่มละ 7-8 คน

"ตอนนี้ ผบ.ทบ.แยกกำลังเจ้าหน้าที่ออกมาเป็นฐานปฏิบัติการย่อย 100 กว่าฐาน คุ้มครองประชาชน และปฏิบัติการในเชิงรุกต่อพื้นที่เป้าหมาย ปัญหาในตอนนี้ คือการข่าวเรายังเข้าไม่ถึง ถ้าข่าวเราเข้าถึงก็สามารถทำลายโครงสร้างและคุ้มครองประชาชนได้ ซึ่งขณะนี้ประชาชนยังไม่กล้าให้ข่าวมาก เนื่องจากเกรงว่ากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบจะปฏิบัติการโหดเหี้ยม ขณะนี้ทราบว่ามีแกนนำประมาณ 300 คน กระจายอยู่ในพื้นที่สามจังหวัด โดยเฉพาะ จ.นราธิวาส และพยายามขยายแนวร่วมให้ถึง 3 หมื่นคน" พล.อ.พัลลภ กล่าว

ปธ.กอส.ข้องใจนโยบายเชิงรุกของรบ.

วันเดียวกัน นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) เปิดเผยถึงการประชุม กอส.ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาร่างรายงานที่จะเสนอต่อรัฐบาลฉบับแรก เพื่อให้เห็นพ้องต้องกัน ก่อนจะประชุมอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ทิศทางใหญ่ๆ เห็นคล้ายกัน แต่ปัญหาคือจะบำบัดปัญหาภาคใต้ได้อย่างไร ส่วนจะเสนออะไรก็อย่าคิดว่าจะต้องสมบูรณ์

เมื่อถามว่า เป็นเพราะรัฐบาลหรือไม่ที่ปล่อยให้ปัญหาภาคใต้รุนแรงขึ้น นายอานันท์ บอกว่า ต้องไปถามรัฐบาล เพราะ กอส.ไม่ได้แต่งตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาประจำวัน ต้องเข้าใจ

นายอานันท์ กล่าวอีกว่า มาตรการที่ กอส.ออกมารัฐบาลจะผิดหวังหรือไม่ ไม่ทราบ แม้จะมีฝ่ายที่คัดค้าน กอส.อยู่เยอะก็ไม่เป็นไร ต้องเข้าใจก่อนว่า กอส.คืออะไร เพราะ กอส.ไม่ใช่รัฐบาล ส่วนการเดินทางมาประเทศไทยของ ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เพื่อพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คงเป็นการพูดคุยกันธรรมดา ซึ่งตนไม่ได้เข้าร่วมในการหารือด้วย ซึ่งเป็นเรื่องของรัฐบาล ดร.มหาธีร์ ไม่ได้มีตำแหน่งอะไร เข้าใจว่าคงไม่มีการเจรจาอะไรแต่อาจแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในฐานะคนเคยรู้จักกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเห็นอย่างไรที่ขณะนี้รัฐบาลเริ่มใช้นโยบายเชิงรุก แต่ก็ยังมีการตอบโต้รุนแรง นายอานันท์ กล่าวว่า คำว่านโยบายเชิงรุกหมายความว่าอย่างไร สมานฉันท์เชิงรุก หรือรุนแรงเชิงรุก ผมไม่ทราบ

ผู้ร่วมสร้างสันติสุขแฉถูก จนท.ขู่ร่วม

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 21 พฤศจิกายน นายมานิตย์ สุธาพร รองปลัดกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ได้ต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมโครงการศูนย์ต้อนรับผู้ร่วมสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 9 คน ซึ่งเป็นตัวแทนผู้รายงานตัวจาก อ.ปะนาเระ และ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ที่เดินทางมาเยี่ยมชมกระทรวงยุติธรรม และงานเมาลิดกลางที่สวนอัมพร โดยในวันที่ 22 พฤศจิกายน คณะผู้ร่วมสร้างสันติสุขก็จะเดินทางไปทัศนศึกษาในพื้นที่ชุมชนไทยพุทธและไทยมุสลิมใน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่อยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์

นายมานิตย์ กล่าวว่า หลังการปิดอบรมหลักสูตรศาสนธรรมนำสันติสุขที่จัดขึ้นในศูนย์ช่วยเหลือทางวิชาการพัฒนาชุมชน จ.ยะลา ผู้ร่วมสร้างสันติสุขจะถูกเลือกให้เป็นวิทยากรพี่เลี้ยงกับผู้เข้ารายงานตัวรุ่นต่อไป และจะเข้าร่วมเป็นเครือข่ายยุติธรรมชุมชน เพื่อช่วยงานในอัตราจ้างของ ยธ.ในพื้นที่ เช่น ดูแลผู้ต้องขังในเรือนจำ

นายอาซัน อาเด ผู้รายงานตัว กล่าวว่า เชื่อว่าโครงการแบบนี้จะนำสันติสุขมาสู่ภาคใต้ เมื่อกลับบ้านจะไปถ่ายทอดให้แก่ชุมชน คาดว่าจะมีผู้มาร่วมมากขึ้นเพราะในศูนย์ต้อนรับดีอยู่สบาย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า โครงการในรุ่นแรกนี้เดิม ยธ.ตั้งเป้าจะมีผู้ร่วมรุ่นไม่น้อยกว่า 30 คน แต่กลับมีผู้เข้าร่วมเพียง 10 คนเท่านั้น หลังการแถลงข่าวร่วมกับผู้บริหาร ยธ. หนึ่งในผู้รายงานตัว เปิดเผยว่า พวกตนรู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์ในพื้นที่มาก เพราะไม่มีใครรู้ว่าผู้ก่อความไม่สงบนั้นเป็นใครบ้าง การเข้าร่วมโครงการนี้เพราะได้รับหนังสือจากอำเภอแจ้งไปเพราะมีรายชื่อเป็นแนวร่วมกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอยู่ในบัญชีทางการ ถ้ามาอบรมแล้วจะล้างบัญชีให้ พวกตนทำงานมีรายได้วันละ 300-400 บาทก็ต้องสูญเสียรายได้ส่วนนี้ไป โดยรับเบี้ยเลี้ยงจากการอบรมเพียงวันละ 150 บาทแทน ขอฝากถึงโครงการหน้าว่า ถ้าจะเรียกใครมาขอให้แจ้งล่วงหน้า เพื่อจะได้มีเวลาลางาน

“ก่อนหน้านี้พวกเราอยู่ในหมู่บ้านไม่มีใครมาชักชวนให้ไปเป็นแนวร่วม คนในพื้นที่ก็ไม่เคยเห็น ถ้าอำเภอไม่อ้างถึงบัญชีก็คงไม่มีใครสมัครใจมา เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะเอาเรามาอบรมในเรื่องใด ในสถานการณ์แบบนี้คงไม่มีใครกล้ามาอบรม" ผู้รายงานตัว ระบุ

ลือสะพัดย้ายผู้ว่าฯ ยะลาเซ่นไฟใต้

พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่จับกุมนายมาหามะ สาวารี มะหลี แกนนำคนสำคัญที่ก่อความไม่สงบได้ว่า ทั้งหมดเป็นผลจากการทำงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่และการให้ความร่วมมือแจ้งเบาะแสจากประชาชนที่มีมากขึ้น มั่นใจว่าจะขยายผลไปยังแกนนำคนอื่นๆ ได้ ซึ่งเห็นได้ชัดว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความขัดแย้งในเรื่องศาสนา แต่เป็นการสร้างความเข้าใจผิดให้เกิดกับผู้ก่อความไม่สงบ

ทั้งนี้มีรายงานข่าวแจ้งว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 22 พฤศจิกายนนี้ พล.อ.อ.คงศักดิ์ รมว.มหาดไทย เตรียมเสนอวาระจรแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 จำนวน 3 ตำแหน่ง คือ รองปลัดกระทรวง 1 ตำแหน่ง และผู้ว่าราชการจังหวัด 2 ตำแหน่ง โดยเป็นสืบเนื่องจากนายบวร รัตนประสิทธิ์ ผู้ว่าฯ พะเยา ได้ลาออกเนื่องจากปัญหาสุขภาพ และนายสมศักดิ์ แก้วสุทธิ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช) และได้ยื่นหนังสือลาออกซึ่งมีผลบังคับเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน โดยมีข่าวแจ้งว่า รมว.มหาดไทยเตรียมเสนอชื่อนายวิทยา ปิณฑะแพทย์ ผู้ตรวจราชการ มท. ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ พะเยา แต่ที่น่าสนใจคือ กระแสข่าวที่ระบุว่า จะมีการแต่งตั้งนายชุมพร พลรักษ์ นักปกครอง 10 ไปเป็นผู้ว่าฯ ยะลา แทนนายบุณยสิทธิ์ สุวรรณรัตน์ ที่จะถูกโยกมาเป็นรองปลัด มท.แทน โดยมีการให้เหตุผลว่า นายบุณยสิทธิ์เหลืออายุราชการถึงแค่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2549 ซึ่งจะได้เกษียณอายุราชการในตำแหน่งรองปลัด มท.ไปพร้อมกับนายสุจริต ปัจฉิมนันท์ ปลัด มท.

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวระดับสูง เปิดเผยว่า เหตุผลที่ย้ายนายบุณยสิทธิ์ไปเป็นรองปลัด มท. ก็เพื่อกันข้อครหา เนื่องจาก พล.อ.อ.คงศักดิ์ รมว.มหาดไทย นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.มหาดไทย และนายสุจริต ปลัด มท. ไม่พอใจการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ จ.ยะลา โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ทั้งเหตุยิงถล่มบ้านพักนายอำเภอบันนังสตาและเหตุระเบิดที่ลานจอดรถในศาลากลางจังหวัดยะลา ซึ่งทำให้ผู้ใหญ่ไม่พอใจ เพราะปล่อยให้กลุ่มคนร้ายบุกเข้าถึงสถานที่สำคัญของฝ่ายปกครองได้

ทั้งนี้ นายบุณยสิทธิ์เป็นคนสนิทสนมและได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าฯ ยะลามาตั้งแต่สมัยที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็น รมว.มหาดไทย ส่วนนายชุมพร จบรัฐศาสตร์ จุฬาฯ พื้นเพเป็นคน จ.สตูล ซึ่งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ สมัยดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ได้ขอโอนตัวมาจาก ผอ.เขตวังทองหลาง มาดำรงตำแหน่งนักปกครอง 9 มท. ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นรองอธิบดีบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และถูกโยกย้ายมาเป็นนักปกครองระดับ 10 ในปัจจุบัน


Relate topics