สงขลาทูเดย์, สำนักข่าวโฟกัส, ข่าว สงขลา หาดใหญ่ ทั่วใต้, songkhlatoday

ชัดทุกข่าว-เข้าถึงทุกที่-เวทีชุมชน

  • 20ปีโฟกัส

strategic coach

กว่า20 ขวบปีบนถนนการเมือง 'เสริมศักดิ์ จันทร์สว่าง'มองไกลพัฒนาเผื่ออนาคต

by Dorn.Skyblue @08-03-2556 10.37 ( IP : 122...10 ) | Tags : strategic coach
  • photo  , 640x503 pixel , 33,578 bytes.
  • photo  , 640x359 pixel , 23,128 bytes.
  • photo  , 640x359 pixel , 39,733 bytes.
  • photo  , 484x281 pixel , 154,124 bytes.
  • photo  , 500x313 pixel , 123,008 bytes.

ถ้าเอ่ยถึงเมืองท่าที่สำคัญของภาคใต้ในสมัยโบราณคงไม่มีใครไม่รู้จัก "สิง-หะ-นะ-คะ-ระ" ซึ่งสมัยนั้นเมืองท่าแห่งนี้เป็นตลาดการติดต่อซื้อขายกับพ่อค้าชาวต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าที่มาจากประเทศอาหรับ ชาวเปอร์เซียและชาวอินเดีย ที่เข้ามาทำการค้ากับคนไทยที่เมืองท่าแห่งนี้เป็นจำนวนมาก จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระบรมวินิฉัยว่าคำว่า "สงขลา" ในปัจจุบันมาจากชื่อเดิมคือ "สิงหนคร" อ่านเป็น "สิง-หะ-นะ-คะ-ระ" แต่ชาวไทยภาคใต้และชาวไทยเชื้อสายมลายูพูดเสียงรัวและเร็ว จึงออกเสียงเพี้ยนเป็น "ซิงหะรา" และกลายเป็น "สิงหนคร" ในที่สุด

ส่วนความเป็นมาของพื้นที่เขตการปกครองเดิมพื้นที่ของเทศบาลเมืองสิงหนครทั้งหมดเป็นพื้นที่อยู่ในเขตปกครองของอ.เมืองสงขลา ต่อมาเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2531 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศแบ่งเขตท้องที่ อ.เมืองสงขลาตั้งเป็นกิ่งอ.สิงหนคร แล้วได้ยกฐานะเป็น อ.สิงหนครในวันที่ 18 กรกฎาคม 2534 และตามนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาเห็นว่าท้องถิ่นของตำบลหัวเขา ตำบลสทิงหม้อ ตำบลชิงโคและตำบลทำนบ มีสภาพความเจริญพอสมควรยกฐานะเป็น "สุขาภิบาลสิงหนคร" เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2535

ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติยกฐานะเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นสุขาภิบาลสิงหนคร ต.หัวเขา (หมู่ที่ 1-8 รวม 8 หมู่บ้าน) ต.สทิงหม้อ (หมู่ที่ 1-รวม 6 หมู่บ้าน) ต.ชิงโค (หมู่ที่ 1-4 และบางส่วนของหมู่ที่ 5 และ 6) ต.ทำนบ (บางส่วนของหมู่ที่ 1 หมู่ 3) รวมเนื้อที่ทั้งหมด 33.9 ตร.กม.จึงจัดตั้งเป็น "เทศบาลตำบลสิงหนคร" วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 และล่าสุดได้ประกาศเปลี่ยนแปลงฐานะเทศบาลตำบลสิงหนครมาเป็นเทศบาลเมืองสิงหนคร ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2548

มาถึงความเป็นมาเรื่องของการบริหารงานเทศบาลและการขับเคลื่อนพัฒนาเมืองสิงหนครจากอดีตจนถึงปัจจุบัน นายเสริมศักดิ์ จันทร์สว่าง นายกเทศมนตรีเมืองสิงหนคร กล่าวว่า ผมเริ่มเข้ามาในเส้นทางการเมืองเริ่มจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลสิงหนคร ซึ่งครั้งนั้นได้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการสุขขาภิบาลจำนวน 9 คน ซึ่งขณะนั้นนายสุนธร จันทร์สว่าง(พี่ชาย) เป็นหัวหน้าทีมเพื่อเตรียมตัวในการเลือกตั้ง แต่โชคร้ายประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปก่อน ผมจึงเข้ามาสืบทอดเจตนารมณ์ต่อจากพี่ชาย และตั้งแต่วันนั้นจนมาถึงวันนี้ ผมก็ชนะการเลือกตั้งมาตลอดอยู่กับการพัฒนาเมืองสิงหนครตลอด 20 กว่าปี กรรมการสุขาภิบาล 2 สมัย นายกเทศบาลตำบลจนถึงนายกเทศบาลเมืองสิงหนคร

นายเสริมศักดิ์ ยังกล่าวถึงการพัฒนาของเมืองสิงหนคร ว่า ผมจำได้ว่าเมื่อ พ.ศ. 2536 ถนนทุกสายในสิงหนคร ล้วนแต่เป็นถนนดินลูกรัง ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีน้ำประปา จนปัจจุบันก็เป็นอย่างที่พี่น้องประชาชนเห็น สิงหนครเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไรในห่วงเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งผมบอกได้เลยว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เนื่องจากสิงหนครเป็นท้องถิ่นที่เพิ่งมายกเป็นเทศบาลเมือง ซึ่งถือว่าเป็นน้องใหม่ในระดับเดียวกัน เพราะฉะนั้นด้วยความเป็นน้องใหม่ ด้วยภาระที่เพิ่มขึ้นที่จะต้องดำเนินการโครงการในการพัฒนาเมืองในด้านต่างๆ โดยที่ไม่ต้องพูดถึงเรื่องงบประมาณที่จะต้องแข่งขันกันสารพัดเพื่อที่จะดึงงบประมาณมาพัฒนาเมืองสิงหนครให้เทียบเท่ากับท้องถิ่นอื่นให้ได้ ดังที่เห็นในปัจจุบัน

"เมื่อก่อนสมัยที่เป็นสุขาภิบาลเรามีงบประมาณปีละ 4.9 ล. บาท สำนักงานก็ต้องไปอาศัยที่ว่าการอำเภอ ใช้เป็นที่ทำงานกันซึ่งขณะนั้นยอมรับครับว่าเหนื่อยมาก ที่จะต้องเร่งพัฒนาเพื่อให้เกิดเป็นเมืองขึ้นให้ได้ หลังจากนั้นผมก็เร่งพัฒนาปรับปรุง ตรงไหนไม่มีอะไร ตรงไหนที่จำเป็น เรียงลำดับก่อนหลัง อะไรสำคัญก่อนทำก่อนอะไรรองลงมาก็ค่อยทำ เป็นอยู่อย่างนี้มาตลอด ผมค่อยๆทำพร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งชาวต่างชาติและคนไทย เพราะเนื่องจากเราเป็นท่า ถ้าเราสามารถทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นในการพัฒนาของเรา ตัดสินใจมาลงทุนในพื้นที่ของเรา เราก็จะได้ภาษีเพิ่มขึ้น โดยที่ไม่ต้องไปคอยจากส่วนกลาง เพราะเราก็สามารถบริหารจัดการเองได้ แต่สิ่งสำคัญเราต้องทำให้เขา "เชื่อมั่น" ในตัวเราให้ได้ ปัจจุบันเทศบาลเมืองสิงหนครมีงบประมาณปีละ 208 ล้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมคิดเมื่อ 20 ปีที่แล้วว่าถ้าในอนาคตเราจะเป็นอย่างไรเพื่อให้เป็นแบบไหน"

"มาวันนี้ก็เช่นกันผมบอกกับชาวสิงหนคร ว่า ผมจะสร้างสำนักงานเทศบาลฯใหม่ให้สบายกว่านี้ ให้ทันสมัยกว่านี้ ให้ชาวสิงหนครได้สะดวกกว่านี้ เพราะสำนักงานฯที่อยู่ปัจจุบันก็ยังอาศัยเขาอยู่ คับแคบ มันไม่เอื้ออำนวยต่อการติดต่อประสานงานให้พี่น้องประชาชน ผมเห็นผมไม่สบายใจทุกครั้ง จึงบอกกับพี่น้องสิงหนครว่า ผมจะสร้างสำนักงานหลังใหม่เพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้กับเมืองสิงหนคร และที่สำคัญถ้าเรายังไม่ทันสมัยกว่านี้ เราจะก้าวไปเป็นเทศบาลนครไม่ได้ ตามเพื่อนไม่ทันแน่"

ส่วนงบประมาณในการก่อสร้างประมาณ164,500,000 บาทโดยกู้จากธนาคารออมสิน 120,000,000 บาท ส่วนที่เหลือเป็นงบประมาณที่ทางเทศบาลออกเอง และได้วางศิลาฤกษ์ไปเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2553 ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ ซึ่งบางคนคิดว่าทำไม่จึงสร้างใหญ่ขณะนั้น ผมยอมรับครับว่าสำนักงานใหม่ของเราใหญ่โตจริงๆ เพราะผมทำอะไรผมคิดถึงเรื่องของอนาคตด้วย อย่างพื้นที่ใช้สอยในตัวอาคาร ชั้น 1 จะเป็นจุดบริการ one stop service โดยมีธนาคารไว้ค่อยบริการ  ส่วนชั้น 2 - 7 เป็นพื้นที่ให้เช่าเพื่อเปิดสำนักงาน ของหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อเป็นรายได้ให้กับเทศบาลอีกทางหนึ่ง และยังมีศูนย์อาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกอีกมากในอนาคต

"ผมมองสำนักงานฯใหม่เผื่อไป 30 ปีข้างหน้า ไม่ว่าใครจะมาเป็นนายกฯแทนผมก็สามารถทำงานใน "คอมเพล็ก" แห่งนี้ได้เลยผมไม่ยึดติด ที่ทำเพราะว่าเมืองเราต้องมีแล้ว ไม่ใช่เราสร้างภาพแต่เราสร้าง "ศักยภาพ" ให้คนอื่นเห็นต่างหากเพราะขณะนี้เมืองเรามีนักธุรกิจที่จะเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นท้องถิ่นมันต้องมาตรฐานและมั่นคง"

และนั้นคืออีกส่วนด้านหนึ่งที่ผมได้พัฒนาและจะทำต่อไปเพื่อประโยชน์สุขให้เกิดกับพี่น้องประชาชนชาวเทศบาลเมืองสิงหนครให้มากที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ นายเสริมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องของการท่องเที่ยวเนื่องจากเราเป็นเมืองท่า เรามีหาดทราย เรามีชายทะเล ซึ่งที่ผ่านมาก็เป็นอีกเรื่องที่ทำให้ต้องพิมพ์ลายนิ้วมือหลังจากตกเป็นผู้ต้องหาในข้อหาบุกรุก

"หาดจันทร์สว่างเป็นชายทะเลอ่าวไทยอยู่ทิศเหนือยาวประมาณ 2 กิโลเมตร โดยสมัยก่อนสภาพมีการปักเสากั้นลวดหนามยาวลงไปถึงน้ำทะเล และบังเอิญผมไปเจอกับตัวเอง ที่หาดหัวหิน มีร.ป.ภ. ของโรงแรมเฝ้าชายหาด เพื่อกันคนนอกให้ออกจากชายหาดตรงบริเวณหน้าโรงแรมเพื่อให้ฝรั่งนอนอาบแดด ผมคิดถ้าเป็นอย่างนี้ไม่ได้ กลับมาก็สั่งให้กองช่างตั้งงบประมาณ 3.5 หมื่นบาท จ้างกรมที่ดินสำรวจพบว่าพื้นที่สาธารณะห่างจากน้ำขึ้นมา 200 เมตร แต่ที่ดินทุกแปลงปักเสากั้นลวดหนามถึงนำทะเลทั้งนั้น ผมจึงสั่งให้รถไถ่ออกไปให้ตรงแนวที่ที่ดินระบุไว้ตลอดชายหาด ซึ่งเป็นที่ดินของผู้หลักผู้ใหญ่ในจังหวัดหลายคน ซึ่งหลังจากนั้นผมโดนแจ้งความทันทีโดยมีนายทุนที่ผมไถ่ที่ขอคืนให้กับสังคม แจ้งความจับผมในข้อหาบุกรุก ทั้งที่ ที่ดินเป็นที่ดินของหลวงปรากฏว่า เรื่องนี้ก็สู่กันในศาล 2 ปีกว่า เราชนะ"

"หลังจากนั้นผมก็ได้พัฒนาชายหาดโดยทำถนน เพิ่มแสงสว่าง กั้นรั้วคาบอย ไม่ให้คนบุกรุก และเป็นที่จัดกิจกรรมต่างๆ ของเทศบาลหรือพี่น้องประชาชน จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแหล่งใหม่ของคนสงขลาและเป็นรายได้ให้กับประชาชนที่อยู่บริเวณนั้นได้ขายของ ซึ่งวันนี้ก็มีนักท่องเที่ยวเข้ามาโดยเฉพาะวันหยุด ส่วนประเด็นที่คนภายนอกมองว่า พี่น้องประชาชนบิเวณนี้น่ากลัว โดยเฉพาะ ต.หัวเขาแดง แต่จริงๆแล้วคนที่นี้ เป็นคนที่น่ารัก เข้าถึงง่ายๆ แต่ต้องพูดให้เข้าใจกัน เช่นโครงการปรับปรุงถนน ผมเดินทุกบ้านไปขอรื้อหน้าบ้านของเขา บอกเขาว่าเราจำเป็นอย่างไร และเมื่อทำเสร็จแล้วจะสบายอย่างไร หรือเขาต้องการอย่างไร ผมคุยผมถามมาตลอด และที่สำคัญชาวบ้านยินดีต้อนรับทุกคน ส่วนเรื่องยาเสพติดไม่ต้องพูดถึงครับ มีทุกพื้นที่ปรายังไงก็ไม่หมดแต่เราก็พยามรณรงค์อยู่เช่นกัน" นายกเสริมศักดิ์กล่าว

------------------------------------------------------------------------------------------------------------







โดย : ภาคใต้โฟกัส


.

Relate topics

แสดงความคิดเห็น

กรุณาป้อน Username / Password ที่ท่านได้ลงทะเบียนไว้กับเว็บไซท์แห่งนี้ หรือ สมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซท์
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง